นายพลกองแล ผู้ยึดมั่นในความเป็นกลาง

 


กองแล ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1934 ณ หมู่บ้านชนบทในแขวงสะหวันนะเขต เขาเป็นเด็กหนุ่มจากกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท (ลาวเทิง) เติบโตขึ้นมาในยุคที่ลาวยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เขาได้เห็นความทุกข์ยากของประชาชน และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง


ด้วยความมุ่งมั่นและความเป็นคนหนุ่มไฟแรง ในปี 1951 กองแลในวัย 17 ปี ได้ตัดสินใจเข้าร่วม กองทัพแห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งเป็นเส้นทางที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล


พรสวรรค์และความทุ่มเทของกองแลโดดเด่นเหนือคนรุ่นเดียวกัน เขาได้รับคัดเลือกให้ไปฝึกหลักสูตรการรบพิเศษที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุดในยุคนั้น:


หลักสูตร Scout Ranger ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่หล่อหลอมให้เขามีทักษะการรบในป่าและยุทธวิธีแบบกองโจร


หลักสูตรหน่วยรบพิเศษ Kopassus ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้เขาเชี่ยวชาญการรบพิเศษและการโดดร่ม


เมื่อกลับมายังลาวในปี 1958 กองแลไม่ได้เป็นเพียงทหารธรรมดาอีกต่อไป เขาคือหนึ่งในนายทหารที่เก่งที่สุดของกองทัพ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองผู้บัญชาการกองพันทหารพลร่มที่ 2 (2ème bataillon de parachutistes) หน่วยรบที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวกะทิและมีความสำคัญที่สุดของกองทัพในขณะนั้น


ปี 1960 การเมืองลาวเดินทางมาถึงจุดแตกหัก รัฐบาลฝ่ายขวาที่นำโดยเจ้าสมสนิท วงกดรัตตะนะถูกครอบงำโดยอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก มีการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง และความขัดแย้งภายในชาติทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กองแล ผู้ซึ่งนำกองพันของเขาไปรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ (แนวลาวฮักซาด) ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เริ่มตั้งคำถามว่า "เหตุใดคนลาวต้องมาฆ่ากันเอง?" ความขมขื่นจากการเห็นพี่น้องร่วมชาติต้องล้มตายเพื่อสนองผลประโยชน์ของมหาอำนาจได้กัดกินหัวใจของนายทหารหนุ่มผู้นี้



ในคืนวันที่ 9 ย่างเข้าสู่วันที่ 10 สิงหาคม 1960 ขณะที่คณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เดินทางไปร่วมพระราชพิธีที่หลวงพระบาง ร้อยเอก กองแล ได้ตัดสินใจลงมือ เขาปลุกกองพันทหารพลร่มที่ 2 ของเขาให้ลุกขึ้นมา "ปฏิวัติ"








ด้วยกำลังทหารเพียง 600 นาย การรัฐประหารของกองแลดำเนินไปอย่างรวดเร็วและแทบจะไร้การนองเลือด พวกเขายึดสถานที่สำคัญทั่วกรุงเวียงจันทน์ ทั้งสนามบิน สถานีวิทยุ และคลังอาวุธ ได้สำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง


เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงของร้อยเอก กองแล ได้ดังกระหึ่มออกจากสถานีวิทยุ ประกาศถึงเหตุผลของการรัฐประหาร:


ยุติสงครามกลางเมือง และการฆ่าฟันกันเองของคนลาว


ขจัดการคอร์รัปชัน และขับไล่อิทธิพลของต่างชาติ


สถาปนานโยบายความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามเย็น


เชิญ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้นำสายกลาง กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


การกระทำอันห้าวหาญนี้ ทำให้ชื่อของ "กองแล" กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน ใบหน้าของเขาปรากฏบนปกนิตยสาร TIME และ LIFE เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเล็กๆ ที่กล้าลุกขึ้นยืนเพื่อกำหนดชะตากรรมของตนเอง

ความฝันของกองแลที่จะสร้างสันติภาพนั้นงดงาม แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย การรัฐประหารของเขาได้สร้างศัตรูที่ทรงพลัง นั่นคือ นายพลพูมี หน่อสะหวัน ผู้นำฝ่ายขวาจัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากซีไอเอ (CIA) และประเทศไทย


นายพลพูมีไม่ยอมรับรัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมา และได้รวบรวมกำลังพลที่แขวงสะหวันนะเขตเพื่อเตรียมเข้าตีเวียงจันทน์กลับคืน


ในเดือนธันวาคม 1960 สงครามได้ปะทุขึ้นใจกลางเมืองหลวง กองกำลังของกองแลที่เรียกตัวเองว่า "กองกำลังเป็นกลาง" ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่ไม่อาจต้านทานกองทัพของนายพลพูมีที่มีทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าได้ กองแลจึงตัดสินใจนำกำลังพลและประชาชนที่สนับสนุนเขาหลายพันคน ถอยทัพขึ้นไปทางเหนืออย่างเจ็บปวด


การถอยทัพครั้งประวัติศาสตร์นี้สิ้นสุดลงที่ ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ที่นั่น กองแลจำต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต... เพื่อความอยู่รอด เขาได้จับมือเป็นพันธมิตรกับศัตรูเก่าอย่าง "แนวลาวฮักซาด" (ปะเทดลาว) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือและสหภาพโซเวียต การร่วมมือครั้งนี้ได้ก่อกำเนิดกองกำลังผสมที่เรียกว่า "กองกำลังผสมเป็นกลาง" (Forces Armées Neutralistes - FAN)

แม้กองแลจะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นกลาง แต่การร่วมมือกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำให้สถานะของเขาในสายตาโลกตะวันตกเปลี่ยนไป เขาถูกบีบให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจ และความขัดแย้งภายในกลุ่มกองกำลังเป็นกลางเองก็เริ่มคุกรุ่น


เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทและอิทธิพลของกองแลค่อยๆ ลดน้อยลง เขาถูกเบียดขับออกจากวงอำนาจทั้งจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ในที่สุด ชายผู้เคยสั่นสะเทือนเวทีโลก ก็ต้องเลือกเส้นทางแห่งการ "ลี้ภัย"


นายพลกองแลใช้ชีวิตช่วงท้ายอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อย่างเงียบๆ เขาเฝ้ามองแผ่นดินเกิดจากแดนไกล จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบในวันที่ 17 มกราคม 2014 อายุได้ 79 ปี

แม้นายพลกองแลจะไม่สามารถทำให้อุดมการณ์ความเป็นกลางของลาวคงอยู่ได้อย่างถาวร แต่การลุกขึ้นสู้ของท่านในปี 1960 ได้จารึกบทเรียนสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์ ท่านคือเสียงเตือนให้ระลึกถึงอธิปไตยของชาติ คือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง และคือตำนานของนายทหารผู้รักชาติเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ฝันอยากเห็นคนลาวหยุดรบราฆ่าฟัน และร่วมกันสร้างชาติที่เป็นเอกราชอย่างแท้จริง... เรื่องราวของ นายพลกองแล จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นบทเรียนที่ถูกเล่าขานสืบไป.


Post a Comment

0 Comments