พระธาตุหลวงเวียงจันท์ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปูชนียสถานที่งดงาม แต่ยังเป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บอกเล่าเรื่องราวแห่งศรัทธา ความรุ่งเรือง ภัยสงคราม และการฟื้นคืนอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้ของชนชาติลาว
จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธา: พระธาตุองค์แรก
เรื่องราวของพระธาตุหลวงเริ่มต้นย้อนกลับไปกว่าสองพันปีก่อน ในพุทธศตวรรษที่ 3 (พ.ศ. 236 หรือ 307 ปีก่อน ค.ศ.) ณ ดินแดนที่ปกครองโดยพญาจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ ผู้สร้างเมืองเวียงจันท์ ในยุคนั้น พระอรหันต์ชาวลาว 5 รูป ได้แก่ พระมหารัตตนเถระ, พระมหาจุลรัตนเถระ, พระมหาสุวรรณปาสาทเถระ, พระมหาจุลสุวรรณปาสาทเถระ และพระมหาสังฆวิชาเถระ ได้สำเร็จการศึกษาจากกรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย
เมื่อเดินทางกลับมา ท่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกหัวเหน่า (กระดูกอก) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับมาด้วย ด้วยแรงศรัทธาอันเปี่ยมล้น พระอรหันต์ทั้ง 5 ได้ชักชวนพญาจันทบุรีประสิทธิศักดิ์และชาวเมืองเวียงจันท์ร่วมกันสร้างพระธาตุขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนั้น พระธาตุองค์แรกนี้สร้างขึ้นด้วยหินเป็นรูปทรงคล้ายอุโมงค์ มีความกว้างด้านละ 5 วา (ประมาณ 10 เมตร) และสูง 4 วา 3 ศอก (ประมาณ 9 เมตร) ซึ่งพระธาตุองค์ดั้งเดิมนี้ ปัจจุบันถูกครอบไว้ภายในองค์พระธาตุหลวงที่เราเห็นกันในทุกวันนี้
สู่ความยิ่งใหญ่ในยุคทอง: พระธาตุหลวงแห่งล้านช้าง
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงพุทธศตวรรษที่ 22 สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้ทรงย้ายราชธานีจากนครเชียงทอง (หลวงพระบาง) มายังนครเวียงจันท์ในปี ค.ศ. 1560 และสถาปนาขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่
ในปี ค.ศ. 1566 พระองค์ได้นำพาปวงชนชาวลาวก่อสร้างพระธาตุองค์ใหญ่ขึ้นใหม่ โดยสร้างครอบทับพระธาตุองค์เดิมที่พญาจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ได้สร้างไว้ เมื่อสร้างเสร็จได้พระราชทานนามว่า
"เจดีย์โลกะจุฬามณี" แต่ผู้คนนิยมเรียกว่า "พระธาตุหลวง" ซึ่งหมายถึงพระธาตุที่ยิ่งใหญ่
สถาปัตยกรรมของพระธาตุหลวงในครั้งนั้นมีความวิจิตรยิ่งนัก บนฐานชั้นที่สองมีพระธาตุองค์เล็กรายล้อมอยู่ 30 องค์ เรียกว่า "สัมมติงสปารมี" หรือ "ธาตุบารมีสามสิบทัศ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนบารมี 30 ประการที่ต้องบำเพ็ญเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้า ในพระธาตุเล็กแต่ละองค์ บรรจุพระธาตุทองคำหนัก 4 บาท และใบลานทองคำที่จารึกยอดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ (แต่น่าเศร้าที่สมบัติล้ำค่าเหล่านี้ได้สูญหายไปหมดสิ้นจากการรุกรานในเวลาต่อมา ) องค์พระธาตุหลวงมีความสูงรวม 45 เมตร และมีระเบียงคดล้อมรอบทุกด้าน
บทพิสูจน์แห่งกาลเวลา: การทำลายและความอยู่รอด
พระธาตุหลวงไม่เพียงแต่เป็นพยานแห่งความรุ่งเรือง แต่ยังเป็นพยานแห่งความเจ็บปวดจากภัยสงครามและการทำลายล้างหลายต่อหลายครั้ง:
ค.ศ. 1574 กองทัพพม่าเข้ารุกรานนครเวียงจันท์
ค.ศ. 1779 กองทัพสยามเข้ารุกรานลาวเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1827 กองทัพสยามเข้ารุกรานเป็นครั้งที่สองในรัชสมัยของพระเจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันท์ถูกเผาทำลายจนกลายเป็นเมืองร้าง
ค.ศ. 1873 โจรจีนฮ่อบุกเข้าปล้นสะดมและขุดค้นเอาของมีค่าในองค์พระธาตุไปจนหมดสิ้น
ค.ศ. 1896 และ 1976 ยอดพระธาตุถูกฟ้าผ่าได้รับความเสียหาย
ทว่า...ในทุกครั้งที่พระธาตุหลวงถูกทำลายลง จิตใจและพลังศรัทธาของชาวลาวไม่เคยถูกทำลายไปด้วย พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุให้กลับมางดงามดังเดิมเสมอ
จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้: การบูรณะครั้งสำคัญ
การบูรณะครั้งสำคัญที่หล่อหลอมรูปทรงของพระธาตุหลวงมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่:
ค.ศ. 1819 ในรัชสมัยของพระเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ หลังจากที่ได้นำพาประชาชนสร้างวัดสีสะเกดสำเร็จบริบูรณ์ในปี ค.ศ. 1818 แล้ว ต่อจากนั้นก็ได้จัดการบูรณะซ่อมแซมพระธาตุหลวงและแห่งอื่นๆ อีก การบูรณะซ่อมแซมพระธาตุหลวงครั้งนี้เป็นการซ่อมแซมองค์พระธาตุใหญ่และธาตุน้อย สร้างระเบียงคดและประตูโขงทั้ง 4 ด้าน
ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นสมัยที่ฝรั่งเศสมาปกครองลาวนั้น นายช่างชาวฝรั่งเศสได้ซ่อมแซมยอดพระธาตุหลวงใหม่ โดยทำเป็นศิลปะแบบชาวตะวันตก ยอดพระธาตุได้เปลี่ยนรูปโฉมไป ซึ่งไม่ใช่ศิลปะแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติลาวเลย
ค.ศ. 1930 ประชาชนลาวซึ่งไม่เห็นด้วยกับการบูรณะซ่อมแซมของฝรั่งเศสมาเป็นเวลา 30 ปีแล้วนั้น ได้ร่วมกันรื้อถอนรูปแบบศิลปะของฝรั่งเศสทิ้ง แล้วดำเนินการซ่อมแซมขึ้นใหม่ สำเร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ. 1934 จนกลายเป็นรูปทรงที่สง่างามอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
ค.ศ. 1819 ในรัชสมัยของพระเจ้าอนุวงศ์ ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่
ค.ศ. 1930 หลังจากที่ฝรั่งเศสได้บูรณะยอดพระธาตุเป็นศิลปะแบบตะวันตกในปี ค.ศ1924 ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของชาวลาว ในที่สุดชาวลาวก็ได้ร่วมกันรื้อถอนแบบของฝรั่งเศสทิ้ง และดำเนินการซ่อมแซมใหม่จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1934 จนกลายเป็นรูปทรงที่สง่างามอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
ค.ศ. 1976 เป็นต้นมา:ภายหลังการปลดปล่อยประเทศ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้เข้ามาดูแลและบูรณะครั้งสำคัญอีกหลายครั้ง รวมถึงการหล่อยอดพระธาตุด้วยทองแดง ติดตั้งสายล่อฟ้า และทาสีทองทั้งองค์พระธาตุใหญ่และพระธาตุเล็ก
ประเพณีที่ยังมีชีวิต: บุญนมัสการพระธาตุหลวง
พระธาตุหลวงมิใช่เป็นเพียงอนุสรณ์สถานในอดีต แต่ยังเป็นหัวใจของวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ทุกๆ ปีในช่วงวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 12 จะมีการจัด
"บุญนมัสการพระธาตุหลวง" ซึ่งเป็นประเพณีประจำชาติที่ยิ่งใหญ่ ในอดีตเคยเป็นงานที่พระมหากษัตริย์เสด็จมาเป็นประธาน แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นเทศกาลของมหาชน
ตลอด 3 วัน 3 คืน บริเวณรอบพระธาตุหลวงจะเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ มีขบวนแห่ "ผาสาดเผิ้ง" (ปราสาทผึ้ง) และ "ต้นกัลปพฤกษ์" อย่างสวยงาม ในเช้าวันเพ็ญเดือน 12 จะมีพิธีทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ภายในกำแพงแก้ว (กมมะเลียน) และตลอดทั้งวันทั้งคืนจะมีการเฉลิมฉลอง การละเล่น และการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เป็นภาพสะท้อนของความสามัคคีและความภาคภูมิใจในมรดกของชาติ
จากพระธาตุหินองค์เล็กในอดีต สู่มหาเจดีย์สีทองอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศในปัจจุบัน พระธาตุหลวงเวียงจันท์ได้ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าสองพันปี เป็นเครื่องยืนยันถึงความศรัทธาที่ไม่เคยสั่นคลอน ศิลปะอันสูงส่ง และจิตวิญญาณแห่งความอดทนที่ไม่ยอมจำนนของชาวลาวจากรุ่นสู่รุ่นตราบนานเท่านาน





0 Comments